เทศน์พระ

ผ่ากอ

๒ ก.พ. ๒๕๖๙

ผ่ากอ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าแดงเขาใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะต่างหากที่เราแสวงหา ธรรมะต่างหากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมๆ จักขุญาณ เกิดปัญญาญาณ ทำให้จิตใจของเราร่มเย็นเป็นสุข

เวลาเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เวลาเกิด จิตเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตมีบุญและบาปถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนานะ เราละความเป็นฆราวาส สิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยๆ ไง เราละความเป็นฆราวาส

การเป็นฆราวาสก็ต้องทำมาหากิน ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยเหมือนกัน มาบวชเป็นพระๆ เป็นนักรบ นักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เราก็มีปัจจัย ปัจจัย ๔ มีปัจจัยเครื่องอาศัยเหมือนกัน แต่เป็นเครื่องอาศัยแบบภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร

แต่นี่สร้างบารมีไง สร้างวิจิตรพิสดารเป็นวิมารเชียว เป็นขุนนางเชียว ไอ้นั่นก็เป็นเรื่องโลก ถ้าเป็นเรื่องธรรมๆ เขาดูที่จริตนิสัย ดูความเห็นภัยหรือเปล่า

นั่นน่ะภัยทั้งนั้นน่ะ

จะวิ่งเข้าไปหาภัยหรือจะหลบภัย

ถ้าจะหลบภัยๆ นะ เราก็พยายามหลบหลีกของเรา หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเอง นกมันยังมีรวงมีรัง มันก็ต้องมีรังเป็นที่พึ่งที่อาศัยของมัน เราเป็นภิกษุ เป็นนักรบ เราเป็นผู้ที่จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มีจักขุญาณ

จักขุญาณมันเกิดจากจิตที่เวียนวายตายเกิดในวัฏฏะ จักขุญาณเกิดจากจิต จิตมันสำรอกที่ตัวมันนั้น ถ้าจิตมันสำรอกที่ตัวมันนั้น มันจะไปไหน

แต่ถ้ามันเป็นเปลือก เป็นอารมณ์ความรู้สึก เป็นสัญญาอารมณ์ มันก็ยืมมาทั้งนั้นน่ะ มันไม่เข้าถึงใจหรอก มันอยู่เปลือกๆ อยู่ข้างนอกนู่น เขาเรียกว่าส่งออก

แต่เวลาเจาะเข้าไปสู่ศูนย์กลางของจิตได้ เวลาทำความสงบของใจเข้ามา ฝึกหัดทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบระงับเข้ามามันจะเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เห็นไหม มันจับมันต้องได้นะ

เวลาทำสมาธิทางนี้ “ว่างๆ ว่างๆ” ไอ้ว่างๆ ที่พูดกันไปมันเป็นสัญญาอารมณ์อันเดียวกัน แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์เรานะ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

ขณิกะของเล็กๆ น้อยๆ อุปจาระ เออ! ชักมีหลักมีเกณฑ์ขึ้น อัปปนานั่นน่ะ นั่นน่ะเต็มสมบูรณ์แบบ มันก็เป็นแค่สมาธิ แก้กิเลสไม่ได้หรอก แต่ทำเกือบตายนะมึงกว่าจะได้ แก้กิเลสไม่ได้หรอก

เที่ยวถากเที่ยวถาง “สมาธิแก้กิเลสไม่ได้”

เขาก็รู้ เขารู้เพราะอะไร เขารู้เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราก็ได้ผิดพลาดมาก่อนแล้ว หลวงปู่มั่นเวลาท่านทำความสงบของใจเข้ามา เวลาพิจารณากายๆ มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เอ๊ะ! อย่างนี้ไม่ใช่ เวลากลับมาลาความเป็นพระโพธิสัตว์อันนั้น แล้วจิตสงบแล้วถ้าไปเห็นกายขึ้นมา จับแล้ว เออ! มันต้องอย่างนี้สิ มันรู้ของมันนะ

เวลาผิดพลาดมาก็ผิดพลาดมาทั้งนั้นน่ะ ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ของเราไม่พูดอะไรมาก ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน เพราะการทำความสงบของใจเข้ามาก่อน กว่าจะทำได้จะเป็นจะตายทั้งนั้นน่ะ

แล้วหัวใจจะเป็นจะตายอยู่แล้ว เห็นไหม สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันเป็นอนัตตาอยู่แล้ว พอเป็นอนัตตามันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป แล้วเอ็งรู้อะไรล่ะ เอ็งทำความสงบแต่ละครั้ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป แต่มีประสบการณ์ไง

นี่ไง ที่หลวงปู่เจี๊ยะท่านพูดไง ชำนาญในวสีๆ ไง

ชำนาญในวสีคือเหตุ สร้างเหตุความสมบูรณ์แบบของเหตุ ถ้ามันความสมบูรณ์แบบของเหตุ สมาธิไปไหน ก็ความสมบูรณ์เหตุนั้นมันก็เป็นสมาธิไง แล้วจะรักษาอะไร เขาก็รักษาที่นี่ไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ รักษาที่เหตุนี้

เขาไม่ใช่ไปรักษาที่สมาธิ รักษาสมาธิมันเป็นอาการหนึ่งของจิต แล้วเราจะรักษามันอย่างไร

แล้วถ้ามันเป็นจริงๆ เขามีต้นทุน เขามีเหตุมีผล นี่ไง เพราะครูบาอาจารย์เราท่านสมบุกสมบันมาก่อน ท่านถึงได้วางรากฐานแนวทางไว้อบรมสั่งสอนพวกเรา

แต่ท่านไม่ปากเปียกปากแฉะว่า ไอ้นั่นมันเสื่อม ไอ้นั่นมันไม่ดี ไม่พูดเลย เขาพูดถึงหลักการ หลักการมันเป็นอย่างนี้ มึงต่างหากทำได้หรือเปล่า

หลักการคือหลักการน่ะ เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ธรรมและวินัยเป็นศาสดา เป็นสิ่งที่คุ้มครองหัวพวกเราอยู่นี่ ไอ้เราเข้ามา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้มาบวชเป็นพระอยู่ร่มโพธิ์ร่มไทรของพระพุทธศาสนา อยู่ร่มโพธิ์ร่มไทรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเป็นสังคมประเพณีวัฒนธรรมที่เขาอบรมบ่มเพราะประชาชน บริษัท ๔

เราก็เป็นบริษัท ๔ เกิดเป็นคน อุบาสกมาบวชเป็นพระภิกษุ ในบริษัท ๔ เอ็งจะอยู่ในบริษัทไหนล่ะ เอ็งมีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหนล่ะ แล้วเอาจริงเอาจังขึ้นมา เห็นไหม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคตเว้ย

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต เอ็งเคารพตถาคตไหม เอ็งบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า

นี่ไง ถ้าเอ็งจะบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่ไง ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน ใจสงบแล้วนั่นน่ะพุทธะ นั่นแหละพระพุทธเจ้ากลางหัวอก แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันจะเกิดวิปัสสนา นั่นน่ะเป็นสมบัติของตน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกไง นี่พระพุทธศาสนา

แต่ถ้าเป็นสังคมทางโลกมันก็เป็นวัฒนธรรมไง ลัทธิศาสนาใดก็มี เขาก็มีศาสดาของเขาเหมือนกัน เขาก็มีศาสนิกของเขา มันเรื่องของเขา มันอยู่ที่วาสนาของคน

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด ไม่มีอำนาจวาสนาไม่มีโอกาสได้นับถือพระพุทธศาสนาหรอก คนที่นับถือพระพุทธศาสนาต้องมีอำนาจวาสนา เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้คนคนนั้นเป็นคนดี สอนให้คนคนนั้นสิ้นสุดแห่งทุกข์ได้ ไม่พึ่งพาอาศัยใครทั้งสิ้น

เริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติก็พึ่งพาครูบาอาจารย์นี่แหละ พึ่งพาครูบาอาจารย์เพราะกิเลสเรามันหยาบ กิเลสเรามันเหยียบย่ำทำลาย แล้วทุกคน พอเราคิดขึ้นมาก็เราเป็นเขาแล้ว แต่พระพุทธศาสนาไม่ใช่อย่างนั้น นั่นน่ะมาร มารมาหลอก แล้วเอ็งคิดแบบมาร

ถ้ามันคิดแบบสัจจะแบบความจริงขึ้นมา เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้เป็นความจริงของเราขึ้นมาให้ได้ ถ้าเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเป็นความจริงของเราได้ มีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา รักษาของเรา นี่คือกิริยามารยาท กิริยามารยาทมันจะส่อ ส่อถึงหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นถ้ามีสัจจะมีความจริงขึ้นมานะ มันจะอยู่ในที่สงบสงัด มันจะอยู่ในวิหารธรรม มันอิ่มอกอิ่มใจ มันมีความสุขหมดล่ะ

ฉะนั้น เพียงแต่ว่า เคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยนี้ไว้ เวลาธรรมวินัย ถึงเวลาก็ทำข้อวัตรปฏิบัตินั้น เพื่ออะไร เพื่อให้เกิดเป็นคณะสงฆ์ คณะสงฆ์จะส่งต่อไปไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์

แล้วถ้าเกิดในยุคสมัยใด ศึกษาประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนา แต่ละแว่นแคว้นที่เจริญรุ่งเรื่องแล้วย่อยสลายไป เจริญรุ่งเรื่องแล้วราบคาบไป มันกี่ยุคกี่คราวแล้ว แล้วเวลาแต่ละยุคแต่ละสมัย ผู้ที่มีอำนาจวาสนามาเกิด มาเกิดแล้วมาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ให้เกิดขึ้นมาจากหัวใจดวงนั้น

แล้วถ้าอบรมบ่มเพาะให้ใครมีสติมีปัญญารู้เท่าทันนั้นมันจะเป็นการยืนยันกัน เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมาก่อน เวลาท่านบรรลุธรรมที่เชียงใหม่ เวลาพูดกับพระ พระเล่าให้ฟังทั้งนั้นน่ะ “อย่าไปบอกใครนะ บอกข้างนอกไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้กับเราหรอก”

แล้วท่านก็ฝึกหัดปฏิบัติอบรมบ่มเพราะลูกศิษย์ลูกหาที่ขึ้นไปหาท่านไง แล้วเวลาถึงที่สุดแห่งทุกข์ด้วยกัน เป็นพยานต่อกัน นี่มันเป็นสัจจะเป็นความจริงแต่ละยุคแต่ละคราว แล้วถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงแต่ละยุคแต่ละคราว สิ่งนั้นน่ะมันมีคุณค่า มีคุณค่าที่ไหน

มีคุณค่าที่ว่า ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มีคุณค่าวิหารธรรมในหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจดวงนั้นเป็นธรรมๆ เพราะอะไร เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะที่ใครควบคุมดูแลมันไม่ได้ แต่ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาท่านชำระล้างหัวใจของท่าน จิตของท่าน จนสิ้นไป สิ้นสุดแห่งพญามาร แล้วยืนยันกันไง พอยืนยันกัน เคารพบูชากันด้วยหัวใจ สำหรับผู้ที่เป็นธรรมเท่านั้น

แต่ผู้ที่เป็นฝ่ายมาร ผ่าเหล่าผ่ากอไง แซงหน้าแซงหลังน่ะ ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง ผ่าเหล่าผ่ากอ

แต่ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา นี่ไง เวลาจะเป็นกอไผ่ จะเป็นกอสิ่งใด มันจะดีงามของมันตลอดไป เวลามันจะขยายพันธุ์ เขาแยกออกไปปลูกให้ขึ้นใหม่ แต่ถ้ามันผ่ากอ ผ่าเหล่าผ่ากอ แซงหน้าแซงหลัง แล้วมันมากด้วยไง

พืชต่างถิ่นๆ มันบุกรุกเข้ามา พืชประจำถิ่นตายหมด สูญพันธุ์

แนวทางประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านฝึกหัดแล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราแสดงตัว เรายอมแสดงตัวขอบวชกับคณะสงฆ์ คณะสงฆ์ยกเข้าหมู่ไง เข้าสู่กอ สู่กอของศากยบุตร

แล้วเราจะผ่ากอของเราใช่ไหม เอาแต่ความพอใจของเราใช่ไหม เอาแต่ฉันว่าของฉันถูกใช่ไหม แล้วของฉันมันคืออะไร ฉันก็มารไง

แต่ถ้าเป็นจริง พุทธะ ทำความสงบของใจได้ เคารพบูชา เคารพบูชาสิ่งนั้นนะ แล้วเคารพบูชาแล้วมันจะเคารพหัวใจของตน ถ้ามันปกติสุขมันจะดีงามอย่างนี้ ถ้าเป็นความจริงมันจะมีคุณค่าแค่นี้

แล้วคุณค่าแค่นี้ แล้วสิ่งที่เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังจากครูบาอาจารย์ที่เทศนาว่าการไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐานมันมีคุณสมบัติแค่ไหน อยากได้อย่างไร ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะวิปัสสนาอย่างไร เวลาที่เป็นปัญญาๆ สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา มันชัดๆ อยู่แล้ว แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติไป โลกียะ โลกุตตระ

เวลาครูบาอาจารย์ขึ้นมา ถ้าโลกียะ ความคิดจินตนาการมันเป็นไปได้หมดน่ะ อะไรก็ได้ แต่มันเป็นนามธรรม มันเบาหวิวไง มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันไง แต่ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา มันเกิดธรรมจักร มันเกิดจักรของธรรม ไม่ใช่กงจักรของโลกที่มันบดบี้สีไฟสร้างแต่ความทุกข์ความร้อน

ถ้าเป็นธรรมจักรนะ มันจะบดบี้ไอ้กงจักร ไอ้สิ่งที่มันเป็นเสี้ยนเป็นหนามในใจ แล้วที่มันบดบี้สิ่งที่เป็นเสี้ยนเป็นหนาม มันออกเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา โอ้โฮ! โอ้โฮ! นี่ไง แล้วมันไม่รู้ได้อย่างไรว่าสุตมยปัญญาเป็นอย่างไร จินตมยปัญญามันเป็นอย่างไร แล้วภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้นกับเรามันเป็นอย่างไร มันเห็นชัดๆ

แล้วพอเห็นชัดๆ แล้ว ภาวนามยปัญญาเอาที่ไหน พระไตรปิฎกเปิดมาสิ ก็มีแต่ภาวนามยปัญญา แล้วมันทำอย่างไร ทำอย่างไรล่ะ นั่นมันสัญญาทั้งนั้นน่ะ

พระไตรปิฎก ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันขัดข้องสิ่งใดแล้วเราไปเปิดทบทวนได้ เปิดทบทวนเลย สิ่งที่เราศึกษาค้นคว้ามาๆ การฝึกหัดปฏิบัติไง

ปริยัติ ถ้าปริยัติมันชัดเจน การปฏิบัติจะถูกต้องชอบธรรม นี่เขาพูด

แต่เวลาปริยัติเวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาหาหนทางไม่เจอ

เวลาวาง เห็นไหม หลวงตาพระมหาบัวท่านมาหาหลวงปู่มั่นไง

มหา มหาเรียนถึงมหามานะ สิ่งที่เรียนมาเป็นศาสดาของเรา ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ศึกษาค้นคว้าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ปริยัติ เก็บใส่ลิ้นชักสมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้ แล้วให้ฝึกหัดปฏิบัติไป เวลาถึงที่สุดแล้วมันจะเป็นอันเดียวกัน

แต่ถ้าศึกษามา แล้วเป็นสัญญา เป็นจินตนาการ เป็นภาพ นั่นล่ะมันจะเตะมันจะถีบ มันจะเตะมันจะถีบ คือมันจะเป็นของจริง มันจะเป็นคุณงามความดีเสียบ้าง มันก็เตะก็ถีบ ใครเป็นคนเตะคนถีบ

มารๆ มารมันเตะมันถีบ มารมันอ้างมันอิงไง เวลาศึกษา ศึกษามาเพื่อสอบจะได้ ป.๙ ป.๑๐ นั่นมันจดจำยังแทบเป็นแทบตาย แต่เวลามาภาวนาไม่ต้องการสิ่งนั้น ต้องการความจริง มันก็เอาสิ่งนั้น แหม! จำได้ ดีงามไปหมดน่ะ

ปริยัติใส่ลิ้นชักสมองไว้ ลั่นกุญแจมันไว้ แล้วปฏิบัติให้มันเกิดข้อเท็จจริงขึ้นมา เวลาเกิดเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมามันจะเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา

ศึกษามาจากสำนักไหนที่ไหน นั่นวางไว้ เวลาเกิดที่ไหน นั่งสมาธิที่ไหน เกิดที่ไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคนต้นโพธิ์ เวลามันเป็นจริงเป็นจัง เวลากิเลสมันตาย มันตายหนเดียว แต่กิเลสมันมีครอบครัว ใครเป็นคนตาย

กิเลสตาย ตายหนเดียวเท่านั้น ไม่มีตายซ้ำตายซ้อน

แต่ที่มันจินตนาการว่ามันตายๆ ตายแล้วตายเล่า ตายจนครอบครัวมันขยายมากมายเลย กิเลสตายหรือ กิเลสตายทำไมครอบครัวมันเจริญงอกงามได้ขนาดนั้น แล้วตัวเองไม่รู้ ถ้าตัวเองรู้มันสังเวช ถ้ามันสังเวชมันจะกลับมาไง ไม่ผ่ากอ กอของกรรมฐาน

เวลากอไผ่กอหญ้า มันเป็นสายพันธุ์ของมัน สายพันธุ์ที่ดีงามเขาไปจักไปสาน ไปทำคุณประโยชน์มากมายมหาศาล

นี่ก็เหมือนกัน คณะกรรมฐานถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันมีคุณค่าในตัวของมันเอง ไม่ต้องไปลอยหน้าลอยตาที่ไหนหรอก ให้เท่าทันกิเลสในใจของตนสำคัญที่สุด

ถ้ามันเท่าทันกิเลสในหัวใจของตนแล้ว กิเลสมันสงบตัวลง อยู่มีความสุข อยู่แล้วมีความสุข มันมีความสุขของมัน มีความรื่นเริงของมัน แล้วสิ่งที่เรารู้เราเห็นจากภายนอก มันจะเป็นสิ่งสะท้อนกลับมาที่ใจเราหมดน่ะ ธรรมะเป็นธรรมชาติ เช้าสายบ่ายเย็นก็เป็นธรรมชาติ ใบไม้ตกใบหนึ่งก็เป็นธรรมชาติ เราตีตาดอยู่นี่ธรรมชาติ กวาดวัดกวาดวานี่ก็เป็นธรรมชาติทั้งนั้นน่ะ นี่ถ้ามันเป็นธรรมไง

แต่ถ้าไม่เป็นธรรมนะ มันอึดอัดขัดข้องไปหมดน่ะ มันเป็นภาระรุงรัง มันเป็นเรื่องเดือดร้อน มันเป็นเรื่องวุ่นวาย แล้วก็จะเกิดอธิกรณ์ขึ้น จะเกิดการขัดแย้ง จะเกิดการเห็นผิด แล้วก็ขัดก็แย้งกัน

ถ้าเขาไม่แตะ เราจัดการเอง ถ้าเขาไม่สนใจ เราก็ทำกันเองได้ มันจะเป็นอะไรไป เห็นไหม อธิกรณ์ไม่เกิด ทุกสิ่งก็ไม่เกิด ไม่เกิดเพราะอะไร ไม่เกิดเพราะใจมันเป็นธรรมไง ใจมันสุขสงบไง ใจมันทำไว้ดีงามไง นี่ภาคปฏิบัติ

ถ้าปริยัติมันศึกษาค้นคว้ามาหมดเลย แล้วก็มาโต้มาแย้ง มาเถียงกันอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ภาคปฏิบัติ เขาไม่ทำ เราทำ เขาไม่สนใจ เราจัดการให้เรียบร้อย เราทำของเราให้ดีงาม นี่ไง สงฆ์ปกครองสงฆ์ นี้คือการปกครองด้วยความถูกต้องชอบธรรม

ไม่ใช่ไอ้พวกผ่ากอ มาถึงมาถ่ายแยกออกเป็นกอๆ ผ่ามันออกไป จะเอาตนยิ่งใหญ่ มันเอามาจากไหน นั่นมันเป็นเรื่องกิเลสหมดไง เพราะมันผ่ากอแซงหน้าแซงหลัง มีความเห็นของโลก แล้วก็จินตนาการนะ โลกเจริญๆ

เจริญก็เจริญของโลก แต่โลกเจริญโดยธรรมนะ เจริญด้วย มีธรรมด้วย แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เจริญแล้วเราคุ้มครอง เราปกป้อง เราดูแลเขา คนที่เขาอำนาจวาสนาน้อย การเกิดๆ เพราะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา

พระโพธิสัตว์นะ เขาว่าแม้แต่สัตว์ก็อย่าไปดูถูกดูแคลนมันนะ แม้แต่พระโพธิสัตว์ถ้าเสวยชาติของสัตว์ พ้นจากชาตินี้ไปเขาจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หน้านู่นน่ะ

สิ่งที่ใจเขาเป็นธรรมเขามีเมตตาธรรมดูแลรักษากัน แล้วกลับมาดูแลรักษาหัวใจของเรา แล้วมันสังเวชไง จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะแต่ละภพแต่ละชาติ แล้วชาตินี้ทุกข์ยากขนาดไหน ทุกข์ยากขนาดไหน เห็นไหม

ในปัจจุบันการศึกษาเจริญ โลกเจริญ ค้นคว้าได้ทั้งนั้นน่ะ จะยุคไหนสมัยใดค้นคว้าได้หมด แล้วเอามาเทียบเคียงไตร่ตรอง น่าเศร้าไหม แล้วรู้ได้ไหมว่าเราเคยอยู่ที่นั่น อยู่ที่ไหนบ้าง

นี่ไง เวลาหลวงปู่มั่นท่านพูดเลย เวลาท่านเคยเกิดที่ไหน เกิดที่ภพชาติใด ครูบาอาจารย์ท่านพูดหมดน่ะ แล้วการเกิดอย่างนั้นเกิดเพื่อสร้างสมบุญญาบารมี เกิดมาเพื่อความมั่นคงในหัวใจของท่าน แล้วเวลามาเกิด มาเกิดในชาติปัจจุบันก็ชาวไร่ชาวนาไง เกิดในประเทศอันสมควรไง

หลวงปู่ลีไง แม่สั่งไว้เลย “ลูกต้องบวชให้แม่นะๆ” พ่อแม่สั่งไว้หมด “บวชให้แม่ๆ” พอบวชขึ้นมาแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนเป็นพระอรหันต์น่ะ เพราะอะไร เพราะเกิดแต่ละภพแต่ละชาติได้สร้างสมบุญญาธิการของท่านมา

แล้วเกิดมาแล้วเราได้พบครูบาอาจารย์ที่ดีงามหรือไม่ ถ้าไม่ได้พบครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ไอ้พวกผ่ากอ ข้างนอกผ้าสีกรักเชียว ข้างในมันออกถูลู่ถูกังไปไหนก็ไม่รู้ แต่ของเราข้างนอกผ้าสีกรัก ข้างในก็ต้องการให้เป็นผ้าสีกรักด้วย

เราผ้าย้อมน้ำฝาด จากเปลือกไม้ จากความเป็นอยู่โดยข้อเท็จจริง แล้วรักษาหัวใจของตน ทำคุณงามความดีของเราๆ ถ้าทำคุณงามความดีของเรานะ ใครจะดีใครจะชั่วมันเรื่องของคนอื่นทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้ามีบุญมีอำนาจวาสนานะ ข้างนอกเขาก็จะเออออห่อหมกกับเราบ้าง

แต่ถ้าข้างนอก ข้างนอกเขาจะดีงามเป็นอย่างไรเรื่องของเขา เราจะทำของเรา มันก็อยู่ที่วาสนาของเรา ถ้าวาสนาของเรา เราสร้างคุณงามความดีของเรา เพราะคุณงามความดีนั้นไปนั่งสมาธิแล้ว มันนั่งจะสงบสุข แต่ถ้ามีผลกระทบแล้วนะ เวลาไปนั่ง หัวใจมันเดือดพล่านอยู่ภายในเลย นั่งสมาธิได้อย่างไร

เวลานั่งสมาธิขึ้นมา ข้างนอกมันมีสติมีปัญญามากขึ้น เวลาไปกระทบสิ่งใดมานะ มันยิ้มๆ เลยนะ มันเรื่องตลกๆ แล้วพอมานั่งสมาธิใช้สติใช้ปัญญานะ ถ้าเราขาดสติไป เราก็มีผลกระทบ เห็นไหม กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา สร้างเวรสร้างกรรมกันตลอดไป

แต่ของเรานะ ใครจะทำดีทำชั่วเรื่องของเขา ไอ้เราจะพุทโธของเราไง เราจะหาความสงบสุขในหัวใจของเราไง เราไม่ผ่ากอของเรา กอของเราที่ครูบาอาจารย์ท่านสะสมฟื้นฟูมามั่นคงแค่ไหนก็สาธุ มีคุณประโยชน์แก่โลก

เราเป็นมนุษย์เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราบวชเป็นพระๆ มันยังเห็นร่องเห็นรอยแล้วพยายามจะฝึกหัดปฏิบัติของเราให้ได้ ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติของเราให้ได้ ตั้งสติ ถ้ามีสตินะ การฝึกหัดปฏิบัตินั้นจะเป็นความข้อเท็จจริง

ถ้าขาดสติ ขาดสติขึ้นมา นั่นน่ะกิเลสบังเงาทั้งนั้นน่ะ คำว่า กิเลสบังเงากิเลสมันเทศน์ให้ฟัง กิเลสมันแบบธรรมเกิด เกิดโดยกิเลสมันบงการ เวลากิเลสเกิดมันสร้างให้มีคุณธรรมกันเลย แล้วเราก็ไปตามมันหมดเลย

ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ลบ แล้วเริ่มต้นใหม่ ทำอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าเป็นจริงมันก็คือจริงไง แล้วถ้าเป็นความจริงมันยิ่งแวววาวขึ้นไง แล้วถ้าเป็นความจริงขึ้นมานะ มันจะชัดคมขึ้น แล้วมันจะเห็นข้อเท็จจริงมากขึ้น

แต่ถ้ามันไม่เป็นความจริง ลบ ทำอีกไม่มาเลย เพราะมันต้องอาศัยกิเลสปรุงแต่งไง เพราะเรามีสติปัญญาไง เราลบ กิเลสมันหายไป แล้วใครจะปรุงแต่ง

ถ้ามันปรุงแต่งไม่ได้ เราก็ฝึกหัดของเราขึ้นไง ทำความสงบของใจให้ได้ แล้วฝึกหัดใช้ปัญญา เราลบ ลบให้สมุทัยสิ่งที่เจือปนมาไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับปฏิบัติของเรา

เพราะเริ่มต้นการทำสมาธิ ปุถุชนคนหนา หนาไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น คือพญามาร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น คนฝึกหัดปฏิบัติใหม่พุทโธ แค่พุทโธเจียนตาย

มีคนมากมายทำหน้าที่การงานประสบความสำเร็จทั้งนั้น นั่งสมาธิไม่ได้

หลวงปู่ฝั้นเป็นคนพูดเอง “ให้นั่งเฉยๆ จะเป็นจะตาย”

ทำงานอะไรก็ทำได้ จะแบกหามขนาดไหนทำได้ทั้งนั้น แต่ให้นั่งเฉยๆ ทำไม่ได้

นี่ไง เริ่มต้นกิเลสเต็มหัวใจ พุทโธๆ กว่าจะทำได้ พอพุทโธๆ กิเลสสงบตัวลงๆ พุทโธคล่องแคล่ว พุทโธสะดวกรอบคอบ ทำให้ดีงามขึ้นมา เห็นไหม

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ แต่ถ้าไม่มีสมาธินะ กิเลสล้วนๆ ครับ ธรรมะกิเลสมันแต่งให้ ธรรมะกิเลสมันบงการได้หมดเลย เพราะเราก็ศึกษามา ไม่ได้ศึกษาเราก็มีประเพณีวัฒนธรรม ใครเกิดที่ไหนก็เคยไปวัดไปวาทั้งนั้นน่ะ ได้ไปเห็นภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง พุทธประวัติ เห็นหมดน่ะ มันจินตนาการได้ทั้งนั้น แล้วใคร ผ่ากอ ผ่าเหล่า นั่นน่ะคือกิเลส

แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา เราจะฝึกหัดของเรา ทำของเราให้ดีงามขึ้นมา เพราะการเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ มีคุณค่ามาก ชีวิตเรามีคุณค่ามาก แต่ชีวิตเราอยู่ใต้พญามารทั้งหมดไง แล้วเราจะมาทำคุณงามความดี มารมันก็ยังตามมาหา ขี่คออยู่อย่างนี้

มันอยู่ที่วาสนา วาสนาของคนที่มีอำนาจวาสนามันจะเอะใจ มันไม่เชื่อ ฟังแล้วมันสะดุด มันไม่เป็นข้อเท็จจริง เวลานั่งคุยกันอย่างนี้ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนั่งคุยท่านก็รู้แล้ว

เวลาหลวงตามหาบัวท่านพูดถึงหลวงปู่มั่นไง หลวงปู่มั่นจะพูดเล่นพูดจริง เราจริงหมด ฟังนี่เก็บหมดเลย

ท่านพูดทีเล่นทีจริง ถ้าพูดเล่นมันก็ฟังแล้วมันก็ชอบใจ ถ้าพูดจริงๆ กลัวไง พูดทีเล่นทีจริงแต่ของจริงทั้งนั้น

แต่ถ้ามันไม่เป็น พยายามจะให้จริงอยู่นั่น กิเลสมันจัดให้ เพราะอะไร มันสะดุด มันไม่เป็นธรรมจักร มันไม่เป็นจักรเคลื่อน แล้วมีหยาบ มีกลาง มีละเอียด เวลามันหมุนของมันไป มันจะมีความมหัศจรรย์ในใจของมัน

นักรบปฏิบัติจะฆ่ากิเลส มึงไม่เห็นกิเลสมันเจ็บช้ำบ้างเลยหรือวะ มีแต่เราเจ็บช้ำเนาะ เวลากิเลสมันบี้หัวใจ คอตกเลยนะ น้ำตาไหลอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่มันไม่เคยเห็นกิเลสมันเจ็บบ้างเลยวะ

เวลาจิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง เวลายกขึ้นสู่วิปัสสนาไง เวลากิเลสมันถอยกรูดๆ เออ! ทีกูมั่งดิ ทีกูมั่ง

แต่รักษาให้ดี เพราะอะไร เพราะเดี๋ยวมันจะเอียงไง เทฺวเม ภิกขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ ดีและชั่ว มันจะเอียงออกไปทั้งนั้นน่ะ ไอ้ดีก็ แหมเตลิดเปิดเปิงเลย ไอ้ชั่วก็ไม่เอาไหนเลยไง ไอ้ทางสายกลางพระพุทธศาสนา ทางสายกลางพระพุทธศาสนามันยังเข้าจริงให้ได้ ถ้าเข้าจริงให้ได้มันจะมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน

แล้วสัมมาสมาธิถ้ามันเสื่อมคลายลง ทางสายกลางมันแกว่งแล้ว แล้วทางสายกลางมันแกว่ง ปัญญามันก็แกว่งไปด้วยไง ถึงต้องวางให้หมดไง แล้วมาสร้างฐานให้มันมั่นคงไง ถ้าฐานมั่นคงขึ้นมาแล้ว ทางสายกลาง ทางสายกลางที่มันจะเข้าไปสู่จิตของตน เข้าไปสู่ข้อเท็จจริงนั้น ไม่ให้กิเลสมันชักจูง ไม่ให้กิเลสมันสร้างภาพ

ทั้งชักจูง ชักจูงไปในทางที่ว่าเราจะไปทำอันนู้นดีกว่า ทั้งสร้างภาพว่า อู๋ยสำเร็จแล้วๆ

จริงหรือวะ

ถ้ามันเป็นความจริงนะ มันมีเหตุมีผลของมัน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันจะเป็นข้อเท็จจริงอันนั้น มันเห็นเลยล่ะ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา

ใช่ ธรรมะเป็นอนัตตาแน่นอน แต่เวลาของจริง อกุปปธรรมเว้ย ไม่มีอนัตตาหรอก นี่ไม่มีอนัตตา ไม่มีอัตตา มันเป็นข้อเท็จจริงของมัน เป็นธรรม อีกเรื่องหนึ่งเลย แล้วเรื่องนั้นอยู่ที่ไหน

ถ้าไม่ผ่ากอ มันเอาข้อเท็จจริงของเรา แล้วมันมีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม แล้วครูบาอาจารย์เทศนาว่าการเยอะแยะไปหมดน่ะ

แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัย เวลาสมาคมบาลีไวยากรณ์เขายังตรวจสอบตรวจเช็ก ที่ไหนไปฟื้นฟู มันจะปั้น มันจะแต่ง มันจะเปลี่ยนแปลง เขาถนอมรักษาของเขา นั่นเป็นทางอักษรศาสตร์

แต่ในข้อเท็จจริง ในข้อเท็จจริงพระอรหันต์ ๘๐ องค์ สิ่งที่เป็นเอตทัคคะแต่ละองค์อำนาจวาสนาแตกต่างกัน แล้วพระอรหันต์แต่ละองค์ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาเป็นความจริง มันเป็นหนึ่งเดียว มันมีอันเดียวกัน อริยสัจมีหนึ่งเดียว

หลวงปู่มั่นบอก พระอรหันต์มีประเภทเดียว ประเภทสิ้นกิเลส

แต่ในวินัย มีขิปปาภิญญา มี ๔ ประเภท ๖ ประเภท นั่นก็เป็นเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่ว่าแต่ละชนิด แต่ละวิธีการเป็นอย่างไร แต่ฝึกหัดปฏิบัติเอาประเภทเดียว ประเภทฆ่ากิเลส กิเลสถอยกรูดๆ เลย

เวลากิเลสมันถอยกรูดๆ เวลาภาวนา เออ! ยิ้มแย้มแจ่มใสชื่นบาน อยู่คนเดียวมีความสุขมาก แล้วละล้าละลังๆ เพราะเวลามันใกล้เข้ามาไง ยิ่งคณะสงฆ์ถึงเวลาจะทำข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา เราต้องวางกำหนด วางเวลาของเรา แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติของเราให้มันเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของเรา ทำความจริงของเราขึ้นมาไง

ให้อยู่ในกอ อยู่ในเหล่า

สิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านฟื้นฟูมา แล้วท่านทุ่มเทมาทั้งชีวิต แล้วทุ่มเทมาสามสี่ชั่วอายุคนตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ก่อนหน้านั้นก็พยายามกันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ก็ทำให้ทางวิชาการ ทำให้การศึกษาค้นคว้าชัดเจนขึ้นมา

แต่คนที่จะถึงกับสิ่งที่ว่าทะลุทะลวงกิเลสในใจของตนมันทำอย่างไร แล้วมีพยานหลักฐานอย่างไร มีพยานหลักฐานเป็นข้อเท็จจริง ไม่มีว่าเออออห่อหมก ไม่ใช่

เออออห่อหมกก็ผ่าเหล่าผ่ากอไง “เออ! พวกเราใช้ได้ พวกเขาไม่ใช่”

แต่เวลาหลวงปู่มั่นนะ นิกายมันก็แค่ชื่อ ไก่มันก็ยังมีชื่อ

สมมุติไง ไก่ยังมีชื่อ แต่ถ้าเป็นธรรมไม่มี ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงอันเดียวกัน อริยสัจมีหนึ่งเดียว มีประเภทเดียวคือประเภทสิ้นกิเลส พระอรหันต์มีประเภทเดียว นอกนั้นอยู่ที่วาสนา เอตทัคคะ ๘๐ องค์

เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราจะเอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา สิ่งที่มีค่าที่สุดคือชีวิตของเรา ชีวิตมนุษย์มีค่าที่สุด แล้วมันจะจบสูญต่อเมื่อสิ้นอายุขัย สิ้นอายุขัยมันก็ไปตามเวรตามกรรมของสัตว์ เกิดมาภพนี้ชาตินี้ได้สร้างเวรสร้างกรรมมามากน้อยขนาดไหน เวลาสิ้นอายุขัยไปมันก็จะไปเสวยภพเสวยชาติตามแต่ที่เราสร้างเวรสร้างกรรมมา

แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาอาสวักขยญาณทำลาย ทำลาย ทำลายพญามาร ทำลายอวิชชา ทำลายความหลงผิดในใจทั้งหมด มันทั้งสำรอกมันทั้งคายหมดไง วิหารธรรม มันเป็นธรรมล้วนๆ มันไม่มีสิ่งใดชักจูงให้ไปเกิดไปดับที่ไหนอีกแล้ว

สิ่งที่จะเกิดจะดับมันอยู่ที่ตัวจิตนั่นแหละ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้น จิตเดิมแท้เป็นผู้กระทำ จิตเดิมแท้ต้องมีสติมีปัญญาศึกษาค้นคว้าในตัวจิตของตน ในตัวจิตของตนที่มันสว่างไสว มันผ่องมันใส มันมหัศจรรย์ นั่นล่ะตัวอุปกิเลส กิเลสทั้งนั้น

แล้วมันก็ผ่ากอของมันไปว่า ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม มันสว่างไสว

ถ้าสว่างไสว ดวงอาทิตย์ไง ถ้ามันสว่างไสวนะ เปิดไฟ ไฟมันก็ที่มืดมันก็สว่าง แค่นั้นน่ะ อุปมาอุปไมย สิ่งที่ว่าที่ไหนมืด เปิดมันก็สว่าง ใช่ แต่มันสว่างโดยธรรมชาติ โดยข้อเท็จจริง

ไอ้ของเรามันสว่างโดยเทคโนโลยี สว่างโดยสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่ง มันไม่เป็นข้อเท็จจริง แต่ก็มาอ้างมาอิงว่าของมันมีอยู่โดยดั้งเดิม ไม่ต้องทำอะไรเลย ไอ้พวกทำนี่โง่เง่าเต่าตุ่น

พวกผ่ากอโง่เง่าเต่าตุ่น

คนเราจะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ มันจะเป็นจริงเป็นจังได้เพราะเรายังมีกำลังวังชา เพราะเรายังกระทำความเพียรของเราได้

แล้วกระทำความเพียร ใครเป็นคนทำ ถ้าจิตใจมันไม่ศรัทธา มันไม่สมัครใจ ใครจะทำ

แม้แต่หลวงปู่ฝั้นไง ทำอะไรทำได้ทั้งนั้น ให้มันนั่งเฉยๆ มันทำไม่ได้

เวลาทำงานนี่เหนื่อยนะ ทำงาน โอ้โฮ! เหนื่อยมาก โอ้โฮ! ทุกข์ยากไปหมดเลย

ก็นั่งสมาธิไง นั่งเฉยๆ

นั่งเฉยๆ อกมันจะแตก มันคิดถึงคนอื่นทั้งนั้นเลย

นั่งเฉยๆ ให้มันเฉยได้ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในใจของตน ถ้ามันเป็นจริงในใจของตน เป็นสัจจะเป็นความจริง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก จากหัวใจของตน เอวัง